ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
สารบัญ
- ประวัติและที่มาของเรดเวลเวท
- ถอดรหัสเสน่ห์ “เรดเวลเวทเค้ก” เค้กสีแดงกำมะหยี่ในใจใครหลายคน
- ส่วนผสมหลักและความสำคัญ
- วิธีการทำเรดเวลเวทแบบขั้นตอน
- วิธีเสิร์ฟและตกแต่งเรดเวลเวทให้ประทับใจ
- บทสรุป รักเรดเวลเวทไม่เคยเปลี่ยน
- ❓FAQs คำถามที่พบบ่อย
เรดเวลเวท หรือ Red Velvet เป็นหนึ่งในเค้กที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก ด้วยสีแดงเข้มที่สะดุดตา เนื้อเค้กที่นุ่มละมุนเหมือนกำมะหยี่ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ผสมผสานระหว่างความหวาน ความเปรี้ยวอ่อน ๆ และกลิ่นหอมของโกโก้
ประวัติของเรดเวลเวทนั้นยาวนานและน่าสนใจ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งในยุคแรก ๆ เค้กชนิดนี้ไม่ได้มีสีแดงสดใสเหมือนปัจจุบัน แต่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างโกโก้และกรดที่อยู่ในส่วนผสม
การที่เรดเวลเวทได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในปัจจุบันนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเพราะรสชาติที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสวยงามทางสายตาที่ทำให้เหมาะสำหรับงานเฉลิมฉลองและโอกาสพิเศษต่าง ๆ
ความพิเศษของเรดเวลเวทอยู่ที่การผสมผสานระหว่างศิลปะการทำเบเกอรี่และวิทยาศาสตร์ เพราะการได้สีแดงที่สมบูรณ์แบบและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องของสัดส่วนส่วนผสมและเทคนิคการทำที่ถูกต้อง
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับเรดเวลเวทอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ส่วนผสมที่สำคัญ วิธีการทำ รวมถึงเคล็ดลับการทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
Bread at HÖME
ขนมปัง , โดนัท , ขนมเค้ก , ของทางเล่น , พิซซ่าโฮมเมด
ประวัติและที่มาของเรดเวลเวท
ต้นกำเนิดของเรดเวลเวทเค้กสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุควิกตอเรียน (ปลายศตวรรษที่ 19) ซึ่งในขณะนั้น คำว่า “เวลเวท” (Velvet) หรือกำมะหยี่ ไม่ได้หมายถึงสี แต่หมายถึง “เนื้อสัมผัส” ของเค้ก เชฟในยุคนั้นได้พัฒนาสูตรเค้กให้มีเนื้อเนียนละเอียด นุ่มฟู และชุ่มฉ่ำกว่าเค้กทั่วไป ซึ่งถือเป็นของหรูหราในสมัยนั้น เค้กเวลเวทจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานที่นุ่มละมุนดุจผ้ากำมะหยี่ โดยมีส่วนผสมของผงโกโก้เพื่อทำให้เนื้อเค้กนุ่มละเอียดลงและเพิ่มรสชาติที่ล้ำลึกขึ้น
สำหรับ “สีแดง” อันเป็นเอกลักษณ์นั้น ในยุคแรกเริ่มไม่ได้เกิดจากการใช้สีผสมอาหาร แต่เป็นผลจากปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติ เมื่อผงโกโก้ชนิดไม่ผ่านกระบวนการดัตช์ (Non-Dutched Cocoa) ซึ่งมีความเป็นกรดและมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ตามธรรมชาติ มาผสมกับส่วนผสมที่เป็นกรดอื่นๆ ในสูตร เช่น บัตเตอร์มิลค์ (Buttermilk) หรือน้ำส้มสายชู ก็จะทำให้เค้กที่อบออกมามีสีน้ำตาลอมแดงจางๆ นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการปันส่วนอาหาร พ่อครัวบางคนยังใช้บีทรูทต้มมาใส่ในเค้กเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้สีของเค้กดูสดใสยิ่งขึ้น
ชื่อเสียงของเรดเวลเวทเค้กเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นจากตำนานที่เล่าขานกันเกี่ยวกับโรงแรมวอลดอร์ฟ-แอสโทเรีย (Waldorf-Astoria Hotel) ในนครนิวยอร์ก เรื่องเล่ามีอยู่ว่า มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้ลิ้มลองเค้กนี้ที่โรงแรมแล้วติดใจเป็นอย่างมาก จึงได้ขอสูตรจากทางโรงแรม แต่กลับถูกเรียกเก็บเงินค่าสูตรในราคาสูงลิ่ว ด้วยความไม่พอใจ เธอจึงนำสูตรนั้นไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อเป็นการแก้เผ็ด แม้เรื่องราวนี้อาจเป็นเพียงตำนานทางการตลาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วยสร้างชื่อเสียงและทำให้คนทั่วอเมริการู้จักเค้กชนิดนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างมาตรฐานและทำให้เรดเวลเวทเค้กสีแดงสดเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายคือ บริษัท Adams Extract ในรัฐเท็กซัส ช่วงทศวรรษที่ 1940s บริษัทได้ทำการตลาดผลิตภัณฑ์สีผสมอาหารสีแดงและกลิ่นวานิลลาของตนเอง ด้วยการพิมพ์สูตรและรูปภาพของเค้กเรดเวลเวทสีแดงสดใสแจกจ่ายไปตามร้านค้าต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและได้สร้างภาพจำของเรดเวลเวทเค้กสีแดงสดใสจับคู่กับครีมชีสฟรอสติ้งสีขาวนวลให้กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้คนคุ้นเคยกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตอนใต้ของอเมริกาซึ่งยกให้เค้กชนิดนี้เป็นหนึ่งในขนมคลาสสิกประจำภูมิภาค
การกำเนิดในยุคแรก
เรดเวลเวทมีประวัติที่ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ ในยุคนั้นเค้กเรดเวลเวทเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาธรรมชาติระหว่างโกโก้ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปกับกรดในส่วนผสม ทำให้เกิดสีแดงน้ำตาลตามธรรมชาติ
การพัฒนาสู่ยุคสมัยใหม่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1920 เมื่อโรงแรม Waldorf-Astoria ในนิวยอร์กได้นำเสนอเค้กเรดเวลเวทที่มีสีแดงสดใสมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของเค้กชนิดนี้
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถือเป็นยุคทองของเรดเวลเวท เนื่องจากบริษัทผลิตสีอาหารได้ใช้เค้กชนิดนี้เป็นสื่อโฆษณาเพื่อส่งเสริมการใช้สีแดงในอาหาร ทำให้เรดเวลเวทแพร่หลายไปทั่วประเทศ
ในช่วงทศวรรษ 1980 ภาพยนตร์เรื่อง “Steel Magnolias” ได้นำเรดเวลเวทมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ซึ่งช่วยเพิ่มความนิยมและทำให้เค้กชนิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอเมริกา
วิวัฒนาการสู่ความนิยมทั่วโลก
การแพร่กระจายของเรดเวลเวทสู่ประเทศอื่น ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันเรดเวลเวทได้รับการดัดแปลงและพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น คัพเค้ก ดองนัท คุกกี้ และแม้กระทั่งลาเต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความนิยมของรสชาติเรดเวลเวท
ในประเทศไทย เรดเวลเวทเริ่มได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 2010 และกลายเป็นหนึ่งในเค้กที่ขายดีที่สุดในร้านเบเกอรี่และคาเฟ่ต่าง ๆ
วัฒนธรรมการบริโภคเรดเวลเวทในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน บางประเทศนิยมทานเป็นของหวานหลังอาหาร ในขณะที่บางแห่งนิยมทานคู่กับกาแฟหรือชาในมื้อบ่าย
ทำไมต้องสีแดง?
แต่เดิมสีแดงเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของโกโก้กับกรดในส่วนผสม แต่ต่อมาได้เติมสีผสมอาหารเพื่อให้สีแดงชัดขึ้น กลายเป็นเอกลักษณ์ของเค้กนี้
จุดเด่นของเค้กเรดเวลเวท
ไม่หวานจัด นุ่มฟู ละลายในปาก และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ จากครีมชีสตัดกับเนื้อเค้กได้ลงตัว
รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
มีความบาลานซ์ระหว่างความหวานของเค้กและความเค็มนิดๆ ของครีมชีส กลายเป็นรสชาติที่ลงตัวแบบไม่ซ้ำใคร
เคล็ดลับการทำเค้กเรดเวลเวทให้อร่อย
ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น บัตเตอร์มิลค์แท้ เนยสด และโกโก้แท้เท่านั้น รวมถึงการอบด้วยอุณหภูมิที่พอดี
ความนิยมในปัจจุบัน
ยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของเค้กแต่งงาน เค้กวันเกิด และใช้ในโอกาสพิเศษในร้านเบเกอรี่ระดับพรีเมียมทั่วโลก
เมนูแนะนำ : เมนูเรดเวลเวท
เค้กโฮมเมดของ Bread at HÖME นั้น ใช้ เมล็ดวนิลาแท้ ทุกชิ้น
ถอดรหัสเสน่ห์ “เรดเวลเวทเค้ก” เค้กสีแดงกำมะหยี่ในใจใครหลายคน
เรดเวลเวทเค้กไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นเค้กคลาสสิกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีตัวตนที่ชัดเจน ความพิเศษของมันเกิดจากการผสมผสานที่สมดุลระหว่างศาสตร์และศิลป์ในการทำขนม ทำให้เกิดเป็นเค้กที่ทั้งสวยงามน่ามองและอร่อยน่าประทับใจ การจะเข้าใจเสน่ห์ของเค้กชนิดนี้ได้อย่างถ่องแท้ เราจำเป็นต้องมองลึกลงไปมากกว่าแค่สีแดงที่ฉาบอยู่ภายนอก แต่ต้องทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบหลักที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ชื่อ “เวลเวท” หรือกำมะหยี่นั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากลักษณะของเนื้อเค้กโดยตรง ในยุควิกตอเรียน เค้กที่มีเนื้อเนียนละเอียด นุ่มฟู และชุ่มฉ่ำ มักจะถูกเรียกว่า “เค้กเวลเวท” เพื่อบ่งบอกถึงความหรูหราและเนื้อสัมผัสชั้นเลิศ เรดเวลเวทเค้กก็เช่นกัน ด้วยส่วนผสมที่เป็นกรดอย่างบัตเตอร์มิลค์และน้ำส้มสายชู ทำปฏิกิริยากับเบกกิ้งโซดา ทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมากในเนื้อเค้ก ส่งผลให้เค้กมีความนุ่มฟูและเบาเป็นพิเศษ แตกต่างจากเค้กเนยหรือเค้กช็อกโกแลตทั่วไปอย่างชัดเจน
ในด้านรสชาติ เรดเวลเวทสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ลิ้มลองครั้งแรกเสมอ มันไม่ใช่รสช็อกโกแลตเข้มข้น แต่ก็ไม่ใช่รสวานิลลาจ๋าๆ ทว่าเป็นรสชาติที่อยู่กึ่งกลาง มีความหอมละมุนจากผงโกโก้คุณภาพดี (ซึ่งใช้ในปริมาณไม่มาก) และมีความเปรี้ยวเล็กน้อย (Tangy) ที่ปลายลิ้นจากบัตเตอร์มิลค์ ซึ่งช่วยตัดเลี่ยนและทำให้รสชาติโดยรวมมีความซับซ้อนและน่าค้นหามากขึ้น เป็นรสชาติที่กลมกล่อมและไม่หวานจัดจนเกินไป
องค์ประกอบสุดท้ายที่ทำให้เรดเวลเวทสมบูรณ์แบบคือ “ครีมชีสฟรอสติ้ง” (Cream Cheese Frosting) ซึ่งถือเป็นคู่แท้ที่ขาดกันไม่ได้ ความเปรี้ยวอมเค็มนิดๆ ของครีมชีส เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อกับรสชาติของตัวเค้ก ช่วยชูรสชาติของโกโก้ให้เด่นชัดขึ้น และปรับสมดุลความหวานมันให้พอดี ทำให้การทานเรดเวลเวทเค้กหนึ่งชิ้นคือประสบการณ์ที่ครบรส ตั้งแต่ความนุ่มของเนื้อเค้ก ความซับซ้อนของรสชาติ ไปจนถึงความสดชื่นของฟรอสติ้ง
อะไรทำให้เรดเวลเวทแตกต่างและน่าหลงใหล?
-
สีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์ (The Unique Bright Red Color) ในอดีต สีแดงของเค้กไม่ได้มาจากสีผสมอาหาร แต่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างผงโกโก้ธรรมชาติ (Non-Dutched Cocoa Powder) ซึ่งมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) กับส่วนผสมที่เป็นกรด เช่น บัตเตอร์มิลค์ ทำให้เกิดโทนสีน้ำตาลแดงขึ้นมา อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เพื่อให้ได้สีแดงสดที่ชัดเจนและสวยงาม เชฟส่วนใหญ่จึงนิยมใช้สีผสมอาหารชนิดเจลหรือน้ำเข้ามาช่วยเสริม
-
รสชาติที่ซับซ้อนเกินคาดเดา (A More Complex Flavor Than Expected) ดังที่กล่าวไป หัวใจของรสชาติเรดเวลเวทคือความสมดุล ไม่ใช่แค่เค้กช็อกโกแลตใส่สีแดง เพราะปริมาณโกโก้ที่ใช้น้อยกว่ามาก ทำให้ได้เพียงกลิ่นอายจางๆ แต่เมื่อรวมกับความเปรี้ยวสดชื่นของบัตเตอร์มิลค์และกลิ่นวานิลลา จึงเกิดเป็นรสชาติใหม่ที่มีมิติ ไม่หวานเลี่ยน และทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกสดชื่นเล็กน้อย
-
เนื้อสัมผัสนุ่มฟูดุจกำมะหยี่ (A Soft, Fluffy Texture Like Velvet) เคล็ดลับความนุ่มอยู่ที่ “ความเป็นกรด” ในส่วนผสม น้ำส้มสายชูและบัตเตอร์มิลค์ไม่เพียงแต่ให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังช่วยทำให้โปรตีนในแป้ง (กลูเตน) อ่อนตัวลง และทำปฏิกิริยากับเบกกิ้งโซดา ทำให้เนื้อเค้กที่ได้มีความชุ่มฉ่ำ โปร่งเบา และละเอียดเนียนนุ่มสมชื่อ “เวลเวท”
-
ครีมชีสฟรอสติ้ง คู่แท้ที่ขาดไม่ได้ (Cream Cheese Frosting, The Inseparable Soulmate) หากปราศจากครีมชีสฟรอสติ้ง เรดเวลเวทก็อาจไม่สมบูรณ์ รสเปรี้ยวเค็มมันของครีมชีสทำหน้าที่ตัดรสชาติของตัวเค้กได้อย่างลงตัว ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน และยังเสริมให้รสชาติโดยรวมมีความสมดุลและน่าจดจำยิ่งขึ้น การจับคู่กันของทั้งสองสิ่งนี้จึงถือเป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เคล็ดลับสู่เรดเวลเวทเค้กที่สมบูรณ์แบบ
-
อย่าผสมแป้งนานเกินไป: เมื่อใส่ส่วนผสมของแห้งลงไปแล้ว ให้ผสมเพียงแค่พอเข้ากันเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเค้กแข็งกระด้าง
-
ใช้วัตถุดิบอุณหภูมิห้อง: ทั้งไข่ เนย และบัตเตอร์มิลค์ ควรนำออกมาพักไว้นอกตู้เย็นก่อนใช้งาน เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดีและเนื้อเค้กเนียนสวย
-
ร่อนของแห้งเสมอ: การร่อนแป้ง ผงโกโก้ และเบกกิ้งโซดาเข้าด้วยกันจะช่วยกระจายส่วนผสมและทำให้อากาศเข้าไปแทรกตัว ส่งผลให้เค้กเนื้อเบาและเนียนละเอียด
-
เลือกใช้สีผสมอาหารคุณภาพดี: แนะนำให้ใช้สีผสมอาหารชนิดเจล เพราะให้สีที่สดชัดเจนโดยไม่ต้องใช้ในปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อรสชาติของเค้กได้
-
พักเค้กให้เย็นสนิท: ก่อนที่จะลงมือปาดครีมชีสฟรอสติ้ง ต้องแน่ใจว่าตัวเค้กเย็นสนิทแล้ว มิฉะนั้นความร้อนจากเค้กจะทำให้ฟรอสติ้งละลายและไม่สวยงาม
เมนูแนะนำ : เรดเวลเวทเค้ก
ส่วนผสมหลักและความสำคัญ
หัวใจสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเรดเวลเวทเค้กทั้งในด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส คือกลุ่มส่วนผสมที่มี “ความเป็นกรด” ซึ่งประกอบด้วย บัตเตอร์มิลค์ (Buttermilk) และ น้ำส้มสายชูกลั่น (Distilled Vinegar) ความเป็นกรดของส่วนผสมทั้งสองนี้ไม่เพียงแต่จะมอบรสเปรี้ยวจางๆ หรือ ‘tangy’ อันเป็นลายเซ็นของเค้กเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญทางเคมีในการทำปฏิกิริยากับ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ขึ้นฟู ปฏิกิริยานี้จะสร้างฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้เนื้อเค้กที่ได้มีความนุ่มฟู โปร่งเบา และละเอียดเนียนเป็นพิเศษสมชื่อ “เวลเวท” หรือกำมะหยี่
แม้จะเห็นเป็นสีแดงสด แต่รสชาติของเรดเวลเวทนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็น โดยมี ผงโกโก้ (Cocoa Powder) เป็นส่วนผสมที่สร้างมิติและความลึกซึ้งทางรสชาติ แต่จะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเค้กช็อกโกแลตทั่วไปมาก เพื่อให้ได้เพียงกลิ่นอายจางๆ และความขมเล็กน้อย ไม่ใช่รสช็อกโกแลตที่เข้มข้น ผงโกโก้จะทำงานร่วมกับ สารสกัดวานิลลา (Vanilla Extract) ที่ให้กลิ่นหอมหวาน และ เกลือ (Salt) ซึ่งทำหน้าที่ชูรสชาติของส่วนผสมอื่นๆ ทั้งหมดให้เด่นชัดและกลมกล่อมยิ่งขึ้น การผสมผสานนี้ทำให้เกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่หวานเลี่ยน และน่าค้นหา
โครงสร้างหลักและความชุ่มฉ่ำของเค้กอาศัยส่วนผสมพื้นฐานอย่าง แป้งสาลีอเนกประสงค์ (All-Purpose Flour) ที่สร้างโครงข่ายของเนื้อเค้ก, ไขมัน ไม่ว่าจะเป็นเนยที่ให้ความหอม หรือน้ำมันพืชที่ช่วยให้เค้กนุ่มชุ่มชื้นยาวนาน และ ไข่ไก่ (Eggs) ที่ทำหน้าที่ผสานส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันและช่วยในเรื่องการขึ้นฟู และแน่นอนว่าส่วนผสมที่สร้างภาพจำอันโดดเด่นที่สุดคือ สีผสมอาหารสีแดง (Red Food Coloring) ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้เพื่อให้ได้สีแดงสดที่สม่ำเสมอและชัดเจนตามมาตรฐานของเรดเวลเวทเค้กยุคใหม่
องค์ประกอบสุดท้ายที่ขาดไม่ได้และถือเป็นคู่แท้ของเรดเวลเวทเค้กคือ ครีมชีสฟรอสติ้ง (Cream Cheese Frosting) ซึ่งทำมาจาก ครีมชีส (Cream Cheese), เนย (Butter) และ น้ำตาลไอซิ่ง (Powdered Sugar) ฟรอสติ้งชนิดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงาม แต่รสเปรี้ยวเค็มเล็กน้อยอันเป็นธรรมชาติของครีมชีสยังทำหน้าที่ตัดรสชาติหวานมันของตัวเค้กได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยสร้างสมดุลไม่ให้เลี่ยน และยังเสริมรสเปรี้ยวจางๆ ของบัตเตอร์มิลค์ในเนื้อเค้กให้ชัดขึ้น การจับคู่กันระหว่างเค้กเนื้อนุ่มกับฟรอสติ้งรสเปรี้ยวสดชื่นนี้เอง คือสิ่งที่เติมเต็มให้เรดเวลเวทเค้กชิ้นนี้สมบูรณ์แบบ
ส่วนผสมพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
แป้งสาลีเป็นโครงสร้างหลักของเค้ก โดยควรเลือกใช้แป้งที่มีโปรตีนปานกลางเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและไม่เหนียวเกินไป สัดส่วนของแป้งจะส่งผลต่อความสูงและความหนาแน่นของเค้ก
น้ำตาลทรายขาวมีบทบาทสำคัญในการให้ความหวานและช่วยในการคงความชุ่มชื้นของเค้ก นอกจากนี้ยังช่วยในการให้สีน้ำตาลทองที่สวยงามเมื่อเค้กสุก
เนยหรือน้ำมันพืชเป็นแหล่งไขมันที่ให้ความชุ่มชื้นและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน การเลือกใช้เนยจะให้รสชาติที่เข้มข้นกว่า ในขณะที่น้ำมันพืชจะให้ความชุ่มชื้นที่ยาวนานกว่า
ไข่เป็นตัวผูกส่วนผสมและให้โครงสร้างแก่เค้ก ไข่ไก่สดจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และควรใช้ไข่ที่อุณหภูมิห้องเพื่อการผสมที่สม่ำเสมอ
ส่วนผสมพิเศษที่สร้างเอกลักษณ์
สีแดงอาหารเป็นส่วนผสมที่ทำให้เรดเวลเวทมีสีแดงสดใสตามชื่อ ปัจจุบันมีทั้งสีแดงจากธรรมชาติและสีแดงเทียม โดยสีแดงจากธรรมชาติจะมาจากบีทรูทหรือแอนโทไซยานิน
น้ำส้มสายชูเป็นกรดที่สำคัญในการสร้างปฏิกิริยากับเบกกิ้งโซดา ทำให้เค้กฟูขึ้นและมีเนื้อสัมผัสที่เบา นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลความหวานด้วยรสเปรี้ยวอ่อน ๆ
ผงโกโก้ให้รสชาติช็อกโกแลตที่เป็นเอกลักษณ์ของเรดเวลเวท แต่ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเค้กช็อกโกแลตทั่วไป ทำให้ได้รสชาติที่สมดุลและไม่เข้มเกินไป
เนยสดในส่วนของครีมชีสฟรอสติ้งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญ ซึ่งต้องใช้ครีมชีสคุณภาพดีที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานสมดุล
ส่วนประกอบหลักที่ทำให้เรดเวลเวทแตกต่าง
-
แป้งเค้กละเอียดนุ่มฟู
-
ผงโกโก้คุณภาพดี
-
ครีมชีสแท้
-
บัตเตอร์มิลค์ให้รสเปรี้ยวละมุน
-
สีผสมอาหารจากธรรมชาติ
-
น้ำส้มสายชูที่ช่วยให้สีแดงเด่นขึ้น
เมนูแนะนำ : เรดเวลเวทเค้กครีมชีสสตอเบอรี่
วิธีการทำเรดเวลเวทแบบขั้นตอน
เริ่มต้นด้วยการเตรียมการและผสมส่วนผสมของแห้ง โดยวอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 175-180 องศาเซลเซียส และเตรียมพิมพ์เค้กทรงกลมขนาด 8 หรือ 9 นิ้ว จำนวน 2 พิมพ์ ด้วยการทาไขมันให้ทั่วแล้วรองด้วยกระดาษไข จากนั้นในอ่างผสมขนาดกลาง ให้ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ ผงโกโก้ เบกกิ้งโซดา และเกลือเข้าด้วยกัน การร่อนส่วนผสมของแห้งจะช่วยให้ส่วนผสมกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอและช่วยเพิ่มอากาศเข้าไป ทำให้เนื้อเค้กที่ได้มีความโปร่งเบาและเนียนละเอียดยิ่งขึ้น เมื่อร่อนเสร็จแล้วให้ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันอีกครั้งแล้วพักไว้
ขั้นตอนต่อมาคือการผสมส่วนผสมของเหลวและสร้างเนื้อครีม ในอ่างผสมขนาดใหญ่ ให้ตีเนยสดชนิดจืดที่อุณหภูมิห้องกับน้ำตาลทรายด้วยเครื่องตีความเร็วปานกลางจนส่วนผสมขึ้นฟูเป็นครีมสีอ่อนและเบา (ประมาณ 3-5 นาที) จากนั้นค่อยๆ ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง ตีให้เข้ากันดีหลังการใส่ไข่แต่ละครั้ง ในถ้วยแยกอีกใบ ให้ผสมบัตเตอร์มิลค์ สีผสมอาหารสีแดง กลิ่นวานิลลา และน้ำส้มสายชูกลั่นเข้าด้วยกัน คนให้สีและส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนผสมสีแดงนี้คือหัวใจของรสชาติและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้ก
จากนั้นเป็นการผสมแป้งสลับกับของเหลวเพื่อสร้างเนื้อเค้กที่สมบูรณ์แบบ ให้ลดความเร็วเครื่องตีลงเป็นระดับต่ำสุด ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมของแห้งที่พักไว้ลงไปในส่วนผสมเนยประมาณ 1 ใน 3 ส่วน ตีพอเข้ากัน แล้วตามด้วยส่วนผสมของเหลวสีแดงประมาณครึ่งหนึ่ง ตีพอเข้ากัน ทำสลับกันไปเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นและจบด้วยส่วนผสมของแห้งเสมอ เทคนิคนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแยกชั้นและไม่ทำให้เกิดการผสมนานเกินไปซึ่งอาจทำให้เค้กเหนียว เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้แบ่งเทส่วนผสมลงในพิมพ์เค้กทั้งสองที่เตรียมไว้ให้เท่าๆ กัน
นำเค้กเข้าอบในเตาที่วอร์มไว้ ใช้เวลาประมาณ 30-35 นาที หรือจนกระทั่งเค้กสุกดี ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มลงไปกลางเค้กแล้วไม่มีเนื้อเค้กเหลวติดออกมา เมื่อเค้กสุกแล้วให้นำออกจากเตาอบ พักทิ้งไว้ในพิมพ์ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงค่อยๆ นำเค้กออกจากพิมพ์มาพักบนตะแกรงจนเย็นสนิท ในระหว่างนี้ให้เริ่มทำครีมชีสฟรอสติ้งโดยการตีครีมชีสกับเนยจนเนียนนุ่ม ค่อยๆ ใส่น้ำตาลไอซิ่งและกลิ่นวานิลลาลงไป ตีจนเข้ากันดี เมื่อเค้กเย็นสนิทแล้วจึงนำมาประกอบร่างโดยการปาดฟรอสติ้งระหว่างชั้นและทั่วทั้งก้อนเค้ก ตกแต่งตามชอบก่อนนำไปแช่เย็นเพื่อให้ครีมเซตตัว
การเตรียมส่วนผสมและอุปกรณ์
ขั้นตอนแรกคือการเตรียมอุปกรณ์และส่วนผสมให้พร้อม โดยต้องนำไข่และเนยออกจากตู้เย็นให้อยู่ในอุณหภูมิห้องอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเริ่มทำ เพื่อให้การผสมเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
การเตรียมพิมพ์โดยการทาเนยและโรยแป้งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้เค้กติดพิมพ์ ควรใช้กระดาษไขเพิ่มเติมสำหรับความแน่ใจ
การร่อนแป้งและผงโกโก้ร่วมกันจะช่วยให้ส่วนผสมแห้งผสมเข้ากันได้ดีและไม่เกิดก้อน การร่อนยังช่วยให้อากาศเข้าไปในแป้ง ทำให้เค้กมีเนื้อสัมผัสที่เบาขึ้น
การตั้งเตาอบให้ร้อนที่อุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนเริ่มผสมส่วนผสมจะช่วยให้การอบได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ
กระบวนการผสมและอบ
เริ่มต้นด้วยการตีเนยกับน้ำตาลจนฟูขาวประมาณ 3-5 นาที จากนั้นใส่ไข่ทีละฟองพร้อมกับสีแดงอาหาร การใส่ไข่ทีละน้อยจะช่วยป้องกันการแยกตัวของส่วนผสม
การผสมส่วนผสมแห้งและน้ำนมสลับกันโดยเริ่มและจบด้วยส่วนผสมแห้ง วิธีนี้จะช่วยให้เค้กมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและไม่เหนียว
การเติมน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาในขั้นตอนสุดท้ายจะสร้างปฏิกิริยาที่ทำให้เค้กฟูขึ้น ต้องรีบเทใส่พิมพ์และนำเข้าเตาอบทันทีเพื่อไม่ให้ปฏิกิริยาหมดไป
การอบที่อุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมจะให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ โดยทั่วไปจะอบที่ 175°C เป็นเวลา 25-30 นาที หรือจนกระทั่งไม้จิ้มฟันแทงแล้วไม่ติดเค้ก
การทำครีมชีสฟรอสติ้ง
การทำครีมชีสฟรอสติ้งเริ่มจากการปล่อยให้ครีมชีสและเนยอยู่ในอุณหภูมิห้อง จากนั้นตีครีมชีสให้เนียนก่อนค่อย ๆ ใส่เนยและตีต่อจนเข้ากัน
การใส่น้ำตาลป่นและวนิลลาต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตีให้เข้ากันในความเร็วต่ำเพื่อไม่ให้เกิดฟองอากาศมากเกินไป
ความหนืดของครีมชีสฟรอสติ้งสามารถปรับได้โดยการเพิ่มน้ำตาลป่นหากต้องการให้ข้นขึ้น หรือเพิ่มนมสดเล็กน้อยหากต้องการให้เหลวลงเล็กน้อย
การเก็บครีมชีสฟรอสติ้งในตู้เย็นและนำออกมาปรับอุณหภูมิก่อนใช้จะช่วยให้การเกลี่ยบนเค้กเป็นไปอย่างราบรื่น
เมนูแนะนำ : เมนูเค้กสตรอเบอรี่
วิธีเสิร์ฟและตกแต่งเรดเวลเวทให้ประทับใจ
การเสิร์ฟเรดเวลเวทให้ดูน่าทานและน่าจดจำนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการตัดเค้ก การจัดวางบนจาน ไปจนถึงการเลือกภาชนะและองค์ประกอบเสริมรอบๆ เค้ก หากจัดวางอย่างสวยงามและมีศิลปะ จะช่วยยกระดับความรู้สึกของผู้รับให้พิเศษยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในงานเฉลิมฉลองหรือโอกาสสำคัญ
การตกแต่งหน้าด้วยครีมชีสฟรอสติ้งควรใช้หัวบีบที่มีลวดลายสวยงาม เช่น รูปดอกไม้ หรือคลื่น เพื่อให้เค้กดูมีมิติมากขึ้น จากนั้นอาจเพิ่มผลไม้สดอย่างราสป์เบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ วางสลับกับใบสะระแหน่เล็กๆ ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นและสีสันให้น่าทานยิ่งขึ้น
สำหรับโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน หรือวันครบรอบ อาจเลือกตกแต่งด้วยดอกไม้กินได้ เช่น ดอกลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบเล็กๆ รวมถึงการโรยน้ำตาลไอซิ่งหรือผงโกโก้บางๆ เพื่อให้ดูหรูหรา มีเสน่ห์ในสไตล์วินเทจ หรือเพิ่มทองคำเปลวบางๆ บนครีมชีสสำหรับความอลังการในสไตล์พรีเมียม
นอกจากนี้ การเสิร์ฟเค้กเรดเวลเวทควรจับคู่กับเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมรสชาติ เช่น ชาร้อนไม่ใส่น้ำตาล หรือกาแฟดำ เพื่อให้รสเปรี้ยวหวานของเค้กเด่นชัดขึ้น และควรตัดเสิร์ฟด้วยมีดคมที่อุ่นเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อเค้กไม่แหลกและครีมชีสไม่เลอะ ทำให้ทุกคำที่ได้ลิ้มรสเต็มไปด้วยความประทับใจทั้งรสชาติและรูปลักษณ์
ใช้ครีมชีสฟรอสติ้งตกแต่งอย่างพิถีพิถัน
เคล็ดลับแรกของการตกแต่งเรดเวลเวทให้น่าทานคือการปาดครีมชีสฟรอสติ้งอย่างเรียบเนียนทั่วเค้ก หรือจะบีบเป็นลวดลายด้วยหัวบีบแบบต่างๆ ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้ เช่น ลายคลื่น ลายดอกไม้ หรือการเล่นระดับชั้นให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น
เติมเสน่ห์ด้วยผลไม้สดและดอกไม้กินได้
ผลไม้สีสดอย่างราสป์เบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ ช่วยตัดรสและเติมความสดชื่นให้เค้กเรดเวลเวท ขณะเดียวกัน ดอกไม้กินได้ เช่น ดอกลาเวนเดอร์ หรือดอกกุหลาบเล็กๆ ก็นำมาแต่งหน้าเค้กได้อย่างสวยงามในแบบธรรมชาติ
จับคู่กับเครื่องดื่มให้รสชาติลงตัว
เรดเวลเวทจะยิ่งอร่อยขึ้นเมื่อเสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มที่เข้ากัน เช่น กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาดำ หรือชาเอิร์ลเกรย์ กลิ่นหอมของเครื่องดื่มจะช่วยดึงรสชาติของเค้กออกมาได้เด่นชัดขึ้น
เลือกภาชนะและจานเสิร์ฟอย่างมีสไตล์
การเลือกจานหรือถาดที่ใช้เสิร์ฟก็มีผลต่อภาพรวมของเค้ก เช่น ใช้จานเซรามิคสีขาวเรียบหรู หรือจานกระเบื้องลวดลายคลาสสิก ก็สามารถช่วยยกระดับความน่าทานของเรดเวลเวทได้ทันที
ตกแต่งด้วยทองคำเปลวเพิ่มลุคหรูหรา
หากต้องการสร้างความประทับใจระดับพรีเมียม การตกแต่งเค้กด้วยทองคำเปลวเล็กๆ บนครีมชีสหรือด้านบนของเค้ก จะช่วยให้เค้กดูหรูหราและเหมาะกับโอกาสพิเศษยิ่งขึ้น
จัดเสิร์ฟให้ดูดีในทุกโอกาส
ไม่ว่าจะเป็นคัพเค้ก หรือเค้กชิ้นใหญ่ การจัดวางในกล่องหรือถาดใส่เค้กควรเรียบร้อย มีการจัดเรียงที่สวยงาม และมีองค์ประกอบเสริมรอบๆ เช่น กระดาษรองเค้กลายสวย หรือริบบิ้น เพิ่มความใส่ใจให้เค้กดูน่าประทับใจยิ่งขึ้น
เมนูแนะนำ : เมนูเค้กชีสเค้ก
บทสรุป รักเรดเวลเวทไม่เคยเปลี่ยน
เรดเวลเวทเป็นมากกว่าเพียงแค่เค้กธรรมดา แต่เป็นผลงานศิลปะที่ผสมผสานระหว่างรสชาติ สีสัน และเนื้อสัมผัสอย่างลงตัว การทำเรดเวลเวทที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความเข้าใจในส่วนผสมแต่ละชนิดและบทบาทของมัน
ความพิเศษของเรดเวลเวทอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความหวาน ความเปรี้ยวอ่อน ๆ และรสช็อกโกแลตที่ละมุน ซึ่งทำให้เค้กชนิดนี้เหมาะสำหรับทุกโอกาสและเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัย
การเรียนรู้ที่จะทำเรดเวลเวทไม่เพียงแต่จะเพิ่มทักษะในการทำขนมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานของเค้กชนิดนี้ ซึ่งจะทำให้เราซาบซึ้งในรสชาติและความหมายของมันมากยิ่งขึ้น
ด้วยเคล็ดลับและขั้นตอนที่ถูกต้อง ใครก็สามารถสร้างสรรค์เรดเวลเวทที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพได้ในครัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการเฉลิมฉลองวันเกิด งานแต่งงาน หรือเพียงแค่อยากมีของหวานอร่อย ๆ ไว้เสิร์ฟแขกที่มาเยือน
เรดเวลเวทคือเค้กที่ผสานรสชาติอย่างลงตัว
ความหวานนุ่มของเนื้อเค้กที่มีโกโก้บางๆ ผสานกับรสเปรี้ยวนิดๆ ของครีมชีสฟรอสติ้ง ทำให้เรดเวลเวทเป็นเค้กที่มีรสชาติซับซ้อนแต่กลมกล่อมในทุกคำ
สีแดงสดคือสัญลักษณ์ของความโรแมนติก
เรดเวลเวทไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเรื่องสีแดงเข้มที่สื่อถึงความรัก ความหรูหรา และความพิเศษ เหมาะสำหรับมอบให้ในโอกาสพิเศษ
ตอบโจทย์ทุกงานและทุกความรู้สึก
ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน วันเกิด หรือวันธรรมดาที่อยากเติมเต็มด้วยรอยยิ้ม เรดเวลเวทก็คือคำตอบที่ใช่ ด้วยความอร่อยที่เข้าถึงใจทุกคน
เค้กคลาสสิกที่ไม่มีวันตกยุค
แม้เวลาจะผ่านไป แต่เรดเวลเวทยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เป็นเมนูเบเกอรี่ที่ไม่เคยหลุดเทรนด์ และยังคงสร้างความประทับใจได้เสมอ
-
❤️ รสชาตินุ่มละมุน กลมกล่อมไม่ซ้ำใคร – เรดเวลเวทโดดเด่นด้วยความบาลานซ์ของรสหวานจากเนื้อเค้กและรสเปรี้ยวครีมชีสที่เข้ากันอย่างลงตัว
-
🎂 สีแดงสดสะดุดตา เพิ่มเสน่ห์ทุกโอกาส – ไม่ว่าจะงานไหน เค้กเรดเวลเวทก็สร้างความประทับใจได้เสมอด้วยรูปลักษณ์สวยหรูและน่าจดจำ
-
👨🍳 ทำง่าย ดัดแปลงได้หลากหลายเมนู – จากเค้กก้อนใหญ่ไปจนถึงคัพเค้กหรือเค้กสุขภาพ เรดเวลเวทก็สามารถปรับให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์
-
📸 ถ่ายรูปสวย แชร์โซเชียลได้ปังทุกครั้ง – ด้วยสีสันและครีมชีสเนียนๆ ทำให้เรดเวลเวทกลายเป็นดาวเด่นบน Instagram และแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ไม่ยาก
เมนูแนะนำ : เมนูเค้กช็อกโกแลต
❓FAQs คำถามที่พบบ่อย
A: เดิมทีเรดเวลเวทมีสีแดงน้ำตาลเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างโกโก้กับกรดในส่วนผสม แต่ปัจจุบันใช้สีแดงอาหารเพื่อให้ได้สีแดงสดใสตามที่ต้องการ
A: แม้ว่าครีมชีสฟรอสติ้งจะเป็นแบบดั้งเดิมและเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่สามารถใช้บัตเตอร์ครีมหรือวิปครีมแทนได้ตามความชอบ
A: ไม่ใช่ค่ะ แม้จะมีส่วนผสมของผงโกโก้ แต่ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าเค้กช็อกโกแลตมาก ทำให้มีเพียงกลิ่นอายของช็อกโกแลตจางๆ รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มาจากความเปรี้ยวเล็กน้อยของบัตเตอร์มิลค์และน้ำส้มสายชูเป็นหลัก
A: มีรสชาติที่ซับซ้อนค่ะ เป็นความหอมละมุนของวานิลลาและโกโก้อ่อนๆ ผสมผสานกับรสเปรี้ยวจางๆ ที่ปลายลิ้นจากบัตเตอร์มิลค์ ทานคู่กับครีมชีสฟรอสติ้งที่เปรี้ยวอมเค็มมัน ทำให้รสชาติโดยรวมกลมกล่อมและไม่หวานเลี่ยน
A: ทั้งสองอย่างเป็นส่วนผสมที่มีความเป็นกรด ช่วยทำปฏิกิริยากับเบกกิ้งโซดาเพื่อสร้างความนุ่มฟูให้กับเนื้อเค้ก และยังช่วยทำให้โปรตีนในแป้งอ่อนตัวลง ทำให้เนื้อเค้กที่ได้มีความละเอียดเนียนนุ่มเป็นพิเศษ
A: สามารถทำ “บัตเตอร์มิลค์แบบโฮมเมด” ได้โดยการใช้นมสด 1 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วพักทิ้งไว้ 5-10 นาทีให้นมจับตัวเป็นลิ่มเล็กน้อย การใช้นมสดธรรมดาอย่างเดียวจะทำให้เค้กขาดรสเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์และเนื้อสัมผัสอาจไม่นุ่มเท่าที่ควร
A: เป็นที่ถกเถียงกัน แต่เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีเรื่องเล่าเชื่อมโยงกับหลายที่ ทั้งโรงแรม Waldorf-Astoria ในนิวยอร์ก และบริษัท Adams Extract ในรัฐเท็กซัส แต่โดยรวมแล้วถือเป็นเค้กคลาสสิกของชาวอเมริกันตอนใต้ (Southern classic)

เมนูขนมที่น่าสนใจ by Bread at HÖME
เค้กลูกพีชสด สอดไส้ด้วยซอสลูกพีชในน้ำเชื่อม แต่งหน้าด้วยลูกพีชสด สดชื่น ถูกใจ PEACH CAKE 1/2 ปอนด์ ฿590 1 ปอนด์ ฿890 2 ปอนด์ ฿1190 [ผลไม้ตามฤดูกาล]
เค้กลูกพีชครีมสด หน้านิ่มลาวา หอมกลิ่นลูกพีช หวานน้อย มาพร้อมครีมสด นุ่ม ละลายในปาก
เค้กแก้วเบียร์ เค้กป๋องเบียร์ เค้กขวดเบียร์ ตัวฟองเบียร์ ตัวแก้วทำมาจากครีมสดทั้งหมด สวยพร้อมทั้งความอร่อย
เค้กแก้วเบียร์ เค้กป๋องเบียร์ ตัวฟองเบียร์ ตัวแก้วเบียร์ ทำจากครีมสด ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป
เค้กขวดเหล้าช็อกโกแลต 1 ปอนด์ วิปครีมแท้ สอดไส้ซอสช็อกโกแลตเข้มข้น ALCOHOL CHOCOLATE CAKE ฿1290
เค้กขวดเหล้าช็อกโกแลตแท้ เนื้อเค้กเป็นบัตเตอร์ผสมแป้งอัลมอลด์ บัตเตอร์ครีมใช้เนยแท้ ช็อกแท้ โกโก้แท้
เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม ครึ่งปอนด์ วิปครีมแท้ สอดไส้ซอสช็อกโกแลตเข้มข้น SOFT GANACHE CHOCOLATE CAKE ฿490
เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มแท้ เนื้อเค้กใช้เนยแท้ ช็อกแท้ โกโก้แท้ อร่อยนุ่มละลายในปาก ฟินเว่อร์สำหรับสายช็อกเลิฟเว่อร์
เค้กวนิลา เค้กแสนธรรมดาเรียบง่าย ในรสชาติที่คุ้นเคย [VANILLA CAKE]
เรียบง่าย เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เค้กวนิลา เค้กแสนธรรมดา ในรสชาติที่คุ้นเคย นึกถึงตอนสมัยเด็ก ๆ
เค้กชาเขียวมัทฉะมินิ สไตล์เกาหลี CAKE MATCHA GREEN TEA MINI
เค้กชาเขียวมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น หอมกลิ่นมัทฉะอย่างดีจากเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สลับชั้นด้วยครีมมัทฉะที่หอมนมมากๆ
เค้กนางเงือกแอเรียลน้อย แสนสวย MERMAID CAKE ใครที่ชอบเมอร์เมดบอกเลยว่าต้องเลิฟแน่นอน
เค้กนางเงือกน้อย แอเรียล แสนสวย MERMAID CAKE ใครที่ชอบเมอร์เมดบอกเลยว่าต้องเลิฟแน่นอน
ทาโกะยากิ T A K O Y A K I สไตล์ญี่ปุ่น ลูกละ 5฿
“ทาโกะ” หมายถึงปลาหมึกยักษ์ ส่วน “ยากิ” หมายถึงทอดย่าง หรือปิ้งนั่นเอง ดังนั้น “ทาโกะยากิ” จึงหมายถึง การนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการทอด ย่าง หรือปิ้ง อันเป็นลักษณะของอาหารชนิดนี้นั่นเอง