แจก 5 สูตรชีสเค้ก เนื้อเนียนสัมผัสนุ่มละลายในปาก

วันนี้แอดมินก็มีสูตรเมนูชีสเค้กมาฝากเพื่อนๆกันค่ะ เอาใจสาวกชีสเค้กด้วยการแจกสูตรชีสเค้กแสนอร่อยไปเลย กับเมนู “ชีสเค้ก” หอมเข้มข้นรสชีสเข้มใจ และรับรองว่าทำง่าย ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแล้ว เราไปชมส่วนผสมและวิธีทำเมนูนี้กันได้เลยคะ ทำตามได้แน่นอน

แสดงทั้งหมด 9 ผลลัพท์

แนะนำเมนู “ชีสเค้ก” ลายเส้น สไตล์ Bread at HÖME ของทางร้านเรา


สารบัญ

ต้นกำเนิดชีสเค้ก

ชีสเค้ก (Cheesecake) เป็นขนมปังที่ประกอบด้วยชั้นของชีสนุ่มๆ รสหวาน ผสมกับครีม น้ำตาล ไข่ ชีสเค้กยังเป็นขนมที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบในขณะที่หลายคนคิดว่ามีต้นกำเนิดในนิวยอร์ก แต่ที่จริงแล้วเมื่อราวศตวรรษที่ 5 ชีสเค้กชิ้นแรกถูกทำขึ้นบนเกาะซามอสของกรีก นักมนุษยวิทยากายภาพได้ขุดพบแม่พิมพ์ชีสที่นั่นซึ่งมีอายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการผลิตชีสและเนยแข็งน่าจะมีอายุประมาณหลายพันปีก่อนหน้านี้

ชีสเค้กถือเป็นแหล่งพลังงานที่ดีและมีหลักฐานว่ามันถูกเสิร์ฟให้กับนักกีฬาในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกในปี 776 ก่อนคริสต์ศักราช อีกทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าวชาวกรีกยังรู้จักใช้ชีสเค้กในแต่งงาน มีส่วนผสมง่ายๆ เช่น แป้งข้าวสาลี น้ำผึ้ง และชีส ถูกนำมาประกอบเป็นเค้กแล้วอบ ซึ่งชีสเค้กได้รับการแนะนำให้เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาเมื่อผู้อพยพมาจากยุโรปไปอเมริกาที่สำคัญชีสกระท่อมเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในสูตรอาหารในสมัยนั้นอีกด้วย

เป็นชื่อที่เรียกมาจากตำบล Cheddar จังหวัด Somerset ประเทศอังกฤษ เนยแข็งชนิดนี้อเมริกาเรียกว่า American cheese คานาดาเรียก Canadian cheese นับเป็นเนยแข็งที่แพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื้อของเนยค่อนข้างแข็งเป็นเนยแข็งที่ทำจากนมวัว

กรรมวิธีเริ่มต้นด้วยการใส่เชื้อ สตาร์ทเตอร์ (starter) ลงในนม เพื่อให้นมเปรี้ยวเสียก่อน แล้วจึงใส่เรนเนท ลงไปประมาณ 20 นาที นมจะกลายเป็นวุ้น (coagulation) เมื่อแข็งตัวดีแล้วจึงตัดด้วยมีด ให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ แล้วกวนช้าๆ ในอุณหภูมิ 37.8 องศาเซลเซียส เมื่อกวนใปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เคิร์ตจะหดตัวเหลือขนาดครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงกวาด เคิร์ต ให้ไปรวมกันอยู่สองข้างของถังแล้วไขเอาหางนมออก ปล่อยให้เคิร์ตที่กองสุมกันอยู่เยิ้มติดกัน การกองให้เนยแข็งเยิ้มติดกันนี้เรียกว่า Cheddaring เมื่อเนยแข็งเยิ้มติดกันแล้วตัดออกเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เอาวางซ้อนกันเพื่อใล่น้ำออกให้มากที่สุด จากนั้นเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยเครื่องตัด ใส่เกลือลงไป 2 กิโลกรัมต่อเนยแข็ง 100 กิโลกรัมแล้วกวนให้เข้ากันดี เกลือจะดูดน้ำให้เนยแข็งหดตัวลงอีก นอกจากนี้เกลือยังช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียด้วย

เนยแข็งเชดดา เป็นเนยแข็งในจำนวนที่น้อยชนิด ที่ใส่เกลือลงไปในเนื้อของมัน จากนั้นก็เอาเนยแข็งใส่ในแบบซึ่งมีผ้าบุ เอาเข้าเครื่องอัดด้วยกำลังอัดที่เพิ่มขึ้นช้าๆ ประมาณ 30-60 นาที จากนั้นเอาออกจากแบบดึงผ้าที่ห่อเนยให้ตึง แล้วเอากลับเข้าแบบใหม่กดประมาณ 12-24 ชั่วโมง ในระหว่างนี้น้ำจะไหลออกจากเนยแข็งอีก วันต่อมาจึงเอาเนยแข็งออกจากแบบ ย้ายไปวางบนชั้นประมาณ 3-4 วัน ในระหว่านนั้นผิวของเนยจะแห้งกลาย เป็นเปลือก เมื่อเกิดเปลือกเนยแข็งนำไปชุบเทียนไขแล้ว นำไปเข้าห้องบ่ม ใช้เวลาในการบ่มประมาณ 2-6 เดือน อาจจะบ่มนานถึง 2 ปี ยิ่งเก็บไว้นานเนยแข็งจะมีรสและกลิ่นแรงขึ้น

แจกสูตรเชดด้าชีสเค้ก เนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก

ชีสเค้กกําลังเป็นขนมที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ลักษณะชีสเค้กโดยทั่วไปส่วนผสมหลักทําจากชีสสดแบบนิ่มสําหรับส่วนผสมอื่นๆประกอบไปด้วย น้ำตาล ไข่ แป้ง และของเหลว ชีสเค้กจะถูกหุ้มด้วย เปลือก ซึ่งท่าจากพาย คุกกี้ หรือบิสกิตบดละเอียดหรือกรุเป็นฐานด้านล่างก็ได้กลิ่นรสของชีสเค้กจะมาจากชนิดของชีสเค้กที่นํามาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอิตาลีจะใช้รีคอตต้าชีส

ส่วนในประเทศอเมริกาจะใช้เป็นพวกครีมชีส ซึ่งชนิดของชีสที่ใช้จะไม่เหมือนกันก็ไม่ก่อให้เกิดผลกับโครงสร้างหรือรสสัมผัสในตัวเค้ก ซึ่งเนื้อเค้กจะมีความหนักหรือเบาจะขึ้นอยู่กับวิธีผสมของแต่ละสูตรหลักสําคัญจะอยู่ที่การอบตัวชีส มากกว่าว่าจะอบอย่างไรให้ชีสเค้กสุกหรืออยู่ตัวหน้าไม่แตก สีไม่เข้มมาก หรือไม่เกิดการยุบตัวเวลาพักให้ตัวเค้กเย็น

อ่านเพิ่มเติมเรื่องที่นี่ : ชีสมีกี่ชนิด แต่ละประเภทใช้ทำอะไรได้บ้าง

Basque Burnt Cheesecake และ New York Cheesecake โดยสูตรที่ต่างกันให้รสชาติและสัมผัสที่ต่างกัน

  • Taste - Basque จะหวานน้อยกว่า แต่ New York Cheesecake จะมีความเข้มข้นของรสชาติครีมชีสที่มากกว่า แนะนำว่าถ้าชอบละมุนไปทาง Basque ถ้าอยาก heavy หน่อย ไป New York
  • Texture - Basque จะมีความ creamy มากกว่า มันจะมีความละลายในปากมากกว่า ส่วน New York จะให้ Texture ที่หนักแน่นมากกว่า
  • Feel - Basque จะมีกลิ่นไหม้เฉพาะตัว แต่รสชาติไม่ขม ส่วน New York Cheesecake จะได้กลิ่นชีสมากกว่า Basque จะให้ feeling ที่เบากว่า New York Cheesecake
  • Coffee Pairing - New York Cheesecake เราแนะนำทานคู่กับ Hot Americano ส่วน Basque นออกจากจะเข้ากันได้ดีกับ Hot Americano เหมือนกัน ก็ยังไปได้ดีกับชาร้อนกลิ่นอโรมาหอมๆ

ความเห็นส่วนตัวของแอดมิน คิดว่าอร่อยทั้งคู่ ชอบทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าอยากได้อารมณ์ไหน ​ หนัก/เบา หรือแบบ เข้มข้น/ละมุน

เริ่มจากการเตรียมพิมพ์

นิยมใช้พิมพ์หน้ากว้าง ขอบไม่สูงมากเพราะง่ายต่อการเช็คเนื้อชีสว่าสุกหรือไม่ และสะดวกในการนําชีสเค้กที่สุกแล้วออกจากพิมพ์โดยที่เนื้อเค้กไม่เกิดการแตกหรือหัก และที่สําคัญควรใช้พิมพ์ที่ไม่มีรอยต่อของขอบพิมพ์บริเวณด้านล่างของพิมพ์ควรเป็นพิมพ์เนื้อเดียวกันแต่ถ้าหาไม่ได้ต้องใช้พิมพ์ที่มีขอบ ต้องให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน ถ้าไม่แน่ใจควรหุ้มขอบก้นพิมพ์ด้วยแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ให้ทั่วเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าเนื้อเค้กระหว่างการอบ

การตั้งอุณหภูมิเตาอบ

การอบชีสเค้กควรตั้งอุณหภูมิเตาอบอยู่ที่ 300 – 350 ฟ. และควรตั้งอุณหภูมิให้คงที่ก่อนนําเค้กเข้าอบ ถ้าไม่แน่ใจในอุณหภูมิควรมีเทอร์โมมิเตอร์เช็คอุณหภูมิภายในเตาสําหรับเตาแก๊ส เพราะถ้าอุณหภูมิในเตาสูงเกินไปจะทําให้ผิวเค้กเข้มหนาภายในยังไม่สุก แต่ถ้าอุณหภูมิในเตาอบต่ำเกินไปเนื้อเค้กจะไม่อยู่ตัวเท่าที่ควร อาจยุบได้

การเลือกใช้เตาอบ

ใช้ได้ทั้งเตาอบแบบไฟฟ้าและแบบแก๊สแต่มีข้อควรระวังคือ

  • เตาอบแบบไฟฟ้าชนิดที่มีพัดลม ไม่ควรเปิดพัดลมขณะอบชีสเค้ก เนื่องจากพัดลมจะหมุนเวียนความร้อน ทําให้หน้าเค้กเกิดสีเร็ว และสีเข้มมากกว่าจะอบจนเนื้อเค้กสุกซึ่งจะทําให้บริเวณกึ่งกลางหน้าเค้กยุบตัว เมื่อพักให้เค้กเย็น เพราะหน้าเค้กเกิดสีก่อนที่เนื้อเค้กจะสุกดี
  • เตาอบแก๊ส ควรควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ให้ได้ก่อนที่จะนําชีสเค้กเข้าอบ ขณะตั้งอุณหภูมิก่อนอบไม่ควรเร่งความร้อนมากจนเกินไปหรือเปิดเตาอบไว้นานเกินไป เพราะจะทําให้เตาร้อนมากพอนําชีสเค้กเข้าอบ หน้า ขนมจะเกิดสีเข้มเร็วเกินไป

การอบชีสเค้ก

อบแบบรองน้ำโดยการวางพิมพ์เค้กไว้กลางถาดอบ เติมน้ำอุ่นสูงพอประมาณพอท่วมก้นพิมพ์ประมาณ 1 ซม. การอบแบบรองน้ำจะช่วยทําให้ชีสเค้กสุกแบบช้าๆ จากขอบหรือริมข้างเค้กจะเกิดเป็นสีเหลืองทอง จะไม่ทําให้ขอบด้านข้างหน้าแห้ง หน้าเค้กจะค่อยๆเกิดสีช้าๆจากริมมา จนถึงกึ่งกลางหน้าเค้กโดยที่ผิวหน้าที่เกิดสีจะไม่หนา และไม่แตกลายเพราะน้ำที่รองไว้จะช่วยลดความร้อนรอบๆตัวเค้กและเติมความชื้นให้กับเตาอบ ทําให้เค้กที่อบสีสวยสม่ำเสมอและเกิดสีช้า

การเช็คสุก

โดยปกติหน้าของชีสเค้กเมื่ออบสุก จะมีสีอ่อนถึงสีเหลืองทองอ่อนๆจะไม่เข้มมากเพราะถ้าหน้าเกิดสีเข้มมากจะทําให้หน้ายุบบริเวณกึ่งกลางการเช็คสุกอย่างแรกดูว่าด้านหน้าเค้กและบริเวณข้างเค้กแห้ง จากนั้นใช้ปลายนิ้วแตะสัมผัสกึ่งกลางหน้าเค้ก ถ้าเกิดการสปริงตัวขึ้นไม่มีรอยบุ๋มของนิ้วมือแสดงว่าเนื้อเค้กสุก

ชีสเค้กหน้าไหม้

แจกสูครชีสเค้กหน้าไหม้

เมนูขนมเค้กยอดนิยม ขนมเค้กที่โด่งดังจากญี่ปุ่น แต่เอาเข้าจริงแล้วต้นกำเนิดของเบเกอรีเนื้อละมุนหวานน้อยกำลังดีเมนูนี้มาจากประเทศสเปน จะทานเป็นขนมมื้อว่างระหว่างวันก็ดี หรือทานกับเครื่องดื่มร้อนก็อร่อย หรือเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องดื่มเย็นก็ฟินโดนใจ ทานได้เรื่อย ๆ เพลินสุด

ชีสเค้กหน้าไหม้ ง่ายในขั้นตอนเดียว ทั้งนุ่ม ทั้งแน่น หอมกลิ่นนมจากวิปปิงครีมและรสครีมชีสเน้นๆ

เมื่อพูดถึงชีสเค้กทุกๆคนนั้นคงคิดถึงเค้กสีนวล ที่มีครีมชีสสีเหลืองอ่อนหน้าตาดูน่ารับประทานกันอยู่ใช่มั้ยเอ่ย แต่ในวันนี้เราจะมานำเสนอชีสเค้กหน้าไหม้ ใช่ค่ะ ทุกคนอ่านกันไม่ผิด เราจะมาแนะนำเจ้าชีสเค้กหน้าไหม้กับความอร่อยที่เกินคาด ตามมาดูสูตรกันคะ

เมนูแนะนำ : เค้กมินินอล

ส่วนผสมของชีสเค้กหน้าไหม้

  • ครีมชีสพักไว้ในอุณหภูมิห้อง 400 กรัม
  • น้ำตาลทราย 130 กรัม
  • ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 3 ฟอง
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงวานิลลา 2 ช้อนชา
  • วิปปิงครีม 3/4 ถ้วย
  • พิมพ์เค้กขนาด 3 ปอนด์ (หรือขนาด 8 นิ้ว)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำชีสเค้กหน้าไหม้

  • ภาชนะสำหรับผสมแป้งชีสเค้ก
  • พายยาง
  • เครื่องตีแป้งไฟฟ้า หรือตะกร้อมือ
  • ส้อม
  • ที่ร่อนแป้ง
  • แม่พิมพ์เค้กปอนด์
  • กระดาษไข
  • เตาอบ

วิธีทำชีสเค้กหน้าไหม้

  1. ตีครีมชีสกับน้ำตาลด้วยเครื่องตีไฟฟ้าจนเนียนเข้ากัน
  2. ใส่ไข่ทีละฟอง ตีให้เข้ากัน ใส่วิปปิงครีมตีต่อให้เข้ากันจนฟูเป็นครีมข้นๆ
  3. ใส่แป้งข้าวโพดและผงวานิลลา ตะล่อมเบาๆให้เข้ากัน
  4. เทใส่พิมพ์เค้กที่รองด้วยกระดาษรองอบ เคาะเบาๆ
  5. อบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสประมาณ 50-60 นาที ปิดไฟเตาอบ พักไว้ในเตา 10 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น นำไปแช่ตู้เย็นก่อนเสิร์ฟ 1 ชั่วโมง
  6. ตัดเป็นชิ้น จัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มตามชอบ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชีสเค้กหน้าไหม้

  • เวลาในการอบอาจจะมากหรือน้อย แล้วแต่เตาอบที่ใช้ ถ้าชอบให้หน้าชีสเค้กสีเข้มมากสามารถอบต่อได้
  • ชีสเค้กที่อบเสร็จใหม่ๆ เนื้อเค้กจะมีลักษณะฟูและเหลว (เด้งดึ๋ง) ไม่ต้องตกใจ รอให้เย็นชีสเค้กจะค่อยๆ ยุบตัวลง
  • หลังจากแช่ตู้เย็นแล้ว สีของเค้กจะเข้มขึ้นเล็กน้อย
  • ก่อนทานแนะนำให้แช่ตู้เย็นก่อนรับประทาน

 

ชีสเค้กหน้าไหม้มินิ

หน้าตาและเท็กเจอร์

  • ใช้แป้งเค้กเพื่อให้เค้กมีความนิ่ม แต่สามารถใช้แป้งอเนกประสงค์แทนก็ได้
  • สิ่งสำคัญคือวัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมดต้องอยู่ในอุณหภูมิห้อง เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันได้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าคุณจะได้ชีสเค้กที่เนียนเป็นเนื้อเดียวกันไม่ใช่เป็นก้อน
  • หากไม่มีเครื่องตีแป้ง (stand mixer) สามารถใช้ที่ตีมือตีเองได้ อย่าลืมใช้ไม้พายปาดส่วนผสมบริเวณขอบ ทั้งนี้จุดประสงค์หลักของการตีส่วนผสมเค้ก (cake batter)คือให้ส่วนผสมทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • วอร์มเตาให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการก่อนอบเสมอ
  • การป้องกันหน้าเค้กแตกสำหรับสูตรนี้เป็นเรื่องยาก เพราะไม่ได้ใช้วิธีอบพร้อมน้ำ แต่ให้ใช้วิธีสังเกตเอาว่าถ้าด้านใดสุกเร็วกว่าก็หมุนถาดอบหันด้านที่สุกช้ากว่ามาแทน
  • เพื่อป้องกันฟองอากาศพุดขึ้นมาขณะกำลังอบ ให้เตรียมการก่อนนำเข้าเตาอบ โดยนำตัว cake batter มาเคาะบนเคาเตอร์เพื่อให้ฟองลอยขึ้นมา จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มฟองอาหาศออกให้หมด
  • ระหว่างอบ หากหน้าเค้กมีสีเข้มเกินไปก่อนข้างในจะสุก ให้นำฟลอยมาคลุมไว้ก่อน ในทางกลับกันหากหน้าเค้กมีสีอ่อนเกินไปให้เร่งไฟบนในช่วง 5 นาทีสุดท้าย
  • เวลาอบ 30 นาทีที่อุณหภูมิ 240C ให้เนื้อเค้กข้างในที่เนียนนุ่ม และ creamy หากอยู่ในตู้เย็น และเยิ้มละลายเมื่ออยู่อุณหภูมิห้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเตาอบแต่ละเครื่องด้วย
  • หากอบนานกว่าเนื้อเค้กจะแน่นขึ้น แต่หากนานเกินไปจะมีรสชาติไข่
  • หากอบสั้นกว่านี้เนื้อเค้กจะนุ่มขึ้น แต่หากสั้นเกินไปเนื้อเค้กจะดิบ
  • หลังจากอบเสร็จให้ทิ้งไว้ในเตาอบสักครู่ เพื่อให้เค้กเซตตัว มิฉะนั้นส่วนที่เหลวจะเละติดถ้วยคล้ายฟองดู
  • หากขีสเค้กนี้ถูกอบด้วยอุณหภูมิที่ถูกต้อง ให้เขย่าเบาๆจะรู้สึกถึงความหยุ่น โยกเยก เด้งดึ๋ง
  • เซิร์ฟที่อุณหภูมิห้องจะได้เนื้อเค้กที่นุ่ม หากแช่ตู้เย็นข้ามคืนจะได้เนื้อเค้กที่แน่นกว่า ถ้าอยากได้เนื้อเค้กที่เย็นแล้วนุ่มด้วย ให้ใช้เวลาอบสั้นลง

สิ่งอื่นๆที่ควรรู้

  • ปูกระดาษรองอบด้วย มิฉะนั้นเค้กจะไม่ฟูและติดถาดอบ
  • ตัดกระดาษส่วนเกินออกหรือพับส่วนเกินลง เพื่อให้แน่ใจว่าขอบกระดาษจะไม่ไหม้เพราะความร้อน
  • ใช้กระดาษสีอ่อน ถ้าหากใช้สีเข้มให้ลดเวลาอบลงเล็กน้อย (ประมาณ 5 นาที)
  • โดยปกติแล้วชีสเค้กนี้จะไม่มีการใส่วานิลลาหรือเลม่อน แต่ฉัน(เจ้าของสูตร)ชอบกลิ่นรสของมันจึงใส่เข้าไปด้วย คุณอาจจะไม่ใส่มันก็ได้แต่ฉันก็แนะนำว่าควรจะใส่
  • หากไม่มีพิมพ์อบ 6 นิ้ว สามารถใช้พิมพ์ 8 นิ้วแทน โดยแนะนำว่าควรเพิ่มปริมาณสูตรขึ้น 50% และเพิ่มเวลาอบเป็น 40-45 นาที
  • ปรับโหมดเตาอบให้ใช้ไฟบน+ไฟล่าง+พัดลม วางชั้นกลาง
  • พิมพ์อบใช้สีอ่อน กลม ขนาด 6 นิ้ว สูง 2.5 นิ้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสูตรและวิธีทำชีสเค้กหน้าไหม้ที่นำมาฝาก ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหม ความนุ่มเนียนฟูเด้งที่คุณสามารถอบได้เองที่เตาอบประจำบ้าน สร้างสรรค์เมนูชีสเค้กหน้าไหม้สุดโปรดให้ทุกคนในบ้านได้ดื่มด่ำอย่างเพลิดเพลิน

แจกสูตรพายบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก

ชีสเค้กแบบไม่อบ ที่ฮอตฮิตตลอดการ ทำกิน ทำขายกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง พายบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก เอามาทำเป็นชีสพายเนื้อหนา ไส้เยิ้มๆ เคล็ดลับคือทำครีมชีสให้เหลว​โดยเพิ่มวิปปิ้งครีมและใส่เจลาตินให้ช่วยเซ็ตตัวเพียงเล็กน้อย เพื่อที่เวลาตัดออกมาเนื้อชีสจะได้นุ่ม จัดเป็นชีสเค้กสำหรับมือใหม่ที่ไม่มีเตาอบ สามารถทำเป็นของขวัญ หรือเค้กวันเกิดก็ได้

ส่วนผสมพายบูลเบอร์รี่ชีสเค้ก

ฐานพาย

  • ไดเจสทีฟบิสกิต 250 กรัม
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • เนยสดชนิดเค็ม 130 กรัม

ชีสเค้ก

  • ครีมชีส 300 กรัม
  • นมข้นหวาน 100 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 190 กรัม
  • น้ำมะนาว 50 กรัม
  • เจลาตินชนิดผง 4 กรัม

หน้าบลูเบอร์รีโยเกิร์ต

  • ครีมชีส 40 กรัม
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 80 กรัม
  • บลูเบอร์รีกวนชนิดกระป๋อง 200 กรัม

อุปกรณ์ พิมพ์เค้กกลมถอดฐานได้ขนาด 1 ปอนด์ (6”) กระดาษไขสำหรับรองพิมพ์ เครื่องตีไข่ไฟฟ้า ไม้ปลายแหลม

วิธีทำ

  1. เตรียมพิมพ์ปูด้านล่างพิมพ์ด้วยกระดาษไขตัดเป็นแผ่นกลม 1 แผ่น ตัดกระดาษไขเป็นแผ่นยาวปูโดยรอบด้านในพิมพ์
  2. ทำฐานบิสกิต: ทำฐานแป้งพายโดยใส่ไดเจสทิฟบิสกิตลงในถุงซิปล็อกใช้ไม้บดให้ละเอียด จากนั้นเทใส่อ่างผสม ใส่เกลือ เนยละลายลงไปคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน ตักบิสกิตลงในพิมพ์ที่ปูกระดาษไข เกลี่ยบิสกิตให้ทั่ว ใช้ช้อนกดให้แน่นทั้งด้านล่างและด้านข้างพิมพ์ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องแข็ง 1 ชั่วโมงให้เซ็ตตัว
  3. การผสมชีสเค้ก: ใส่ครีมชีสลงในอ่างผสม ตามด้วยนมข้นหวาน วิปปิ้งครีม และน้ำมะนาว ตีให้เข้ากัน ใส่น้ำ 1 ช้อนโต๊ะลงในถ้วยเจลาตินผง ทิ้งไว้สักครู่ให้เจลาตินดูดน้ำ แล้วนำไปละลายในไมโครเวฟจนได้น้ำเจลาตินใสๆ ใส่เจลาตินละลายลงในอ่างครีมชีส ตีให้เข้ากัน พักไว้
  4. การทำหน้าบลูเบอร์รีโยเกิร์ต: เทไส้ครีมชีสใส่ลงในพิมพ์ เว้นขอบไว้ 1 ซม. เกลี่ยให้เรียบ เข้าตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเตรียมหน้าโยเกิร์ตโดยผสมครีมชีสและโยเกิร์ตให้เนียนเข้ากัน นำชีสเค้กออกจากตู้เย็น ราดด้วยหน้าโยเกิร์ต เกลี่ยให้เรียบ ตักบลูเบอร์รีกวนหยอดเป็นหย่อมๆ ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม วาดหน้าให้สวยงามตามชอบ
  5. การจัดเสิร์ฟ: ตัดพายบลูเบอร์รีชีสเยิ้ม เสิร์ฟเป็นชิ้นตามชอบ
นิวยอร์กชีสเค้ก

แจกสูตรนิวยอร์กชีสเค้ก

หนึ่งในใจชีสเค้กแบบอบของใครหลายคนต้องมีนิวยอร์กชีสเค้กอย่างแน่นอน ชีสเค้กเนื้อเบากำลังดี เนื้อนวลเนียนออกครีมมี่ๆ หน่อยๆ หอมมันกลิ่นครีมชีสแท้ๆ อมเปรี้ยวซาวร์ครีมนิดๆ หอมกลิ่นเลมอนอ่อนๆ ตัดกับรสฐานบิสกิตเค็มๆหวานๆ ความอร่อยนุ่มลึกแต่เรียบง่ายด้วยส่วนผสมไม่กี่อย่าง วิธีทำก็ไม่ยุ่งยากเพียงรู้เคล็ดลับดีๆ ของการอบชีสเค้ก ว่าแล้วไปเริ่มเจาะลึกตั้งแต่วัตถุดิบกันเลย

ขั้นตอนการทำนิวยอร์กชีสเค้ก สูตรขนมอร่อยหวานมันน่ารักฟรุ้งฟริ้ง

ชีสเค้กสายเข้มข้นต้องยกให้​ New York Cheesecake ชีสเค้กสไตล์อเมริกัน รสครีมชีสเข้มข้น นวลเนียน หวานมัน กินกับชากาแฟร้อนเข้ากันดีหนักหนา การทำชีสเค้กชนิดนี้ก็ไม่ยากเกินเอื้อมสำหรับมือใหม่ อาศัยความละเอียดในการตีครีมชีสให้เนียน อย่าให้เป็นเม็ด ใส่ไข่แล้วไม่ต้องตีเยอะ เพราะเค้กชนิดนี้ไม่ต้องการให้เกิดฟองอากาศ มิเช่นนั้นหน้าเค้กจะแตก กล่าวง่ายๆว่าเป็นเค้กที่อาศัยความอร่อยของวัตถุดิบล้วนๆ ใครอยากกินก็ลงมือทำตามกันเลย

ส่วนผสมของนิวยอร์กชีสเค้ก

  • ครีมชีส 750 กรัม

  • แป้งข้าวโพด 25 กรัม

  • น้ำตาลทราย 150 กรัม

  • ซาวร์ครีม 145 กรัม

  • ไข่ไก่ 3 ฟอง

  • ไข่แดงไข่ไก่ 1 ฟอง

  • วานิลลาฝัก 1 ฝัก

  • น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ

ฐานชีสเค้ก

  • ไดเจสทีฟบิสกิต 225 กรัม
  • น้ำตาลทราย 15 กรัม
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • เนยสดชนิดจืดละลาย 100 กรัม

อุปกรณ์ พิมพ์ถอดฐานขนาด 8นิ้ว กระดาษไข แผ่นอะลูมิเนียมฟอยด์ ถาดรองอบ

วิธีทำนิวยอร์กชีสเค้ก

1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์ชีสเค้กโดยปูกระดาษไขด้านข้าง และด้านล่างภายในพิมพ์ ส่วนด้านนอกหุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยด์ให้แน่นและรอบ

2. ทำฐานเค้กโดยการผสมไดเจสทีฟ น้ำตาลทราย และเกลือป่น คนให้เข้ากัน ใส่เนยละลาย คนให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ กดอัดให้แน่น นำเข้าอบ 10 นาทีจนฐานมีกลิ่นหอม นำออกจากเตา พักไว้

3. ทำชีสเค้กโดยตีครีมชีสด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าให้นุ่ม ใส่แป้งข้าวโพด น้ำตาลตีต่อจนเนียน ใส่ซาวร์ครีม ไข่ไก่ และไข่แดง ตีให้เข้ากัน กรีดฝักวานิลลา ปาดเอาแต่เมล็ด ใส่ลงในครีมชีส ตามด้วยน้ำเลมอน ตีให้เข้ากัน พักไว้

4. เทครีมชีสใส่พิมพ์ นำเข้าอบหล่อน้ำประมาณ 50 นาที- 1 ชั่วโมง เมื่อครบเวลา ปิดไฟ ทิ้งไว้ในเตาอบจนเย็นสนิทแล้วนำเข้าตู้เย็น 1คืนก่อนตัดเป็นชิ้นเสิร์ฟ

ทริคการดูอย่างไรว่านิวยอร์กชีสเค้กสุกกำลังดี

โดยปกติชีสเค้ก 2 ปอนด์ ใช้เวลาในการอบ 45 นาที – 1 ชั่วโมง แล้วแต่เตาอบแต่ละบ้าน เรามีเทคนิคให้เช็กความสุกชีสเค้กโดยประมาณ 40-45 นาที ลองเปิดเตาอบ แล้วเขย่าพิมพ์ชีสเค้กเบาๆ ดูวงกระเพื่อมของหน้าเค้ก ถ้าหน้าเค้กกระเพื่อมแค่จุดกึ่งกลางเค้ก แปลว่าสุกได้ที่แล้ว ให้ปิดเตาแล้วทิ้งชีสเค้กไว้ในเตาจนเย็นสนิท

การทิ้งเค้กเอาไว้ทำให้ตรงกลางเค้กยังคงสุกต่อ ทำให้ชีสเค้กสุกกำลังพอดี แต่หากเขย่าแล้ว วงกระเพื่อมของหน้าเค้กดูเหลวๆ เป็นวงกว้างให้อบต่อ เพราะหากปิดเตาอบหรือนำเค้กออกมาเลย จะทำให้ตรงกลางยังไม่สุกและหน้าเค้กจะยุบตัวลงมา คล้ายกับพวกชีสเค้กหน้าไหม้ที่ตรงกลางจะเหลวๆ หน่อย

 

 

เจแปนนิสชีสเค้ก

แจกสูตรเจแปนนิสชีสเค้ก

วิธีทำ Japanese ชีสเค้ก จะไม่ยากมากเท่าไหร่แต่ว่าจะใช้เวลาเยอะหน่อย ของอร่อยก็งี้แหล่ะคะมักทำนาน ทำใจคะ ถ้าอยากกินไวๆต้องซื้อเอา แต่แพงนะ ทำกินเองได้หลายชิ้นเลย เจแปนชีสเค้กพึ่งเป็นเมนูฮอตฮิตยอดนิยมในปีนี้ เป็นขนมที่รู้จักกันเยอะมากด้วยกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจนทำให้เซเว่นต้องมีวางขายกันเลยทีเดียว เนื้อชีสเค้ก จะนุ่มมากละลายง่ายด้วย ไม่ฝืดคอ รสชาติจะหวานลงตัวไม่เลี่ยน เลยทำให้กลายเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆคนเลย

Japanese Cheesecake หรือที่รู้จักกันในชื่อ ชีสเค้กสไตล์ซูเฟล่ (soufflé cheesecake) ชีสเค้กฝ้าย (cotton cheesecake) หรือชีสเค้กเนื้อเบา (light cheesecake) เป็นชีสเค้กหลากหลายชนิดที่มักมีเนื้อสัมผัสเบากว่าและมีความหวานน้อยกว่าชีสเค้กสไตล์อเมริกาเหนือ มีเนื้อสัมผัสที่ว่องไวและโปร่งสบายเป็นพิเศษ คล้ายกับซูเฟล่เมื่อเพิ่งออกจากเตาอบ และเนื้อสัมผัสคล้ายกับชิฟฟ่อนเมื่อแช่เย็น

ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นและทั่วโลก มีหลายสูตรและรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว ทำชีสเค้ก จะประกอบด้วยครีมชีส ไข่ น้ำตาล และนมข้นหวาน ส่วนผสมเหล่านี้จะถูกตีให้เข้ากันจนเนียน จากนั้นจึงอบในเตาอบที่อุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน เพื่อให้ชีสเค้กมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน

ประเภทของชีสเค้กญี่ปุ่น

Cheesecake ญี่ปุ่น มีหลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับส่วนผสมและวิธีการทำ โดยทั่วไปแล้ว ชีสเค้กญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ คือ

  • ชีสเค้กญี่ปุ่นแบบธรรมดา เป็นชีสเค้กที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีส่วนผสมหลัก ๆ ได้แก่ ครีมชีส ไข่แดง ไข่ขาว น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด และน้ำมะนาว

  • ขนมเค้กญี่ปุ่น แบบซูเฟล่ เป็นชีสเค้กที่มีลักษณะเนื้อนุ่มฟู ละลายในปาก มีส่วนผสมหลัก ๆ ได้แก่ ครีมชีส ไข่แดง ไข่ขาว น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด และน้ำมะนาวเช่นเดียวกับชีสเค้กญี่ปุ่นแบบธรรมดา แต่เพิ่มไข่ขาวตีจนตั้งยอดอ่อนลงไปด้วย

  • นอกจากนี้ ยังมีชีสเค้กญี่ปุ่นประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ชีสเค้กญี่ปุ่นชาเขียว ชีสเค้กญี่ปุ่นสตรอว์เบอร์รี่ ชีสเค้กญี่ปุ่นช็อกโกแลต

ส่วนผสมเจแปนนิสชีสเค้ก

  • เนยจืด 7 ช้อนโต๊ะ

  • ครีมชีส 100 กรัม

  • นมสด ½ ถ้วยตวง

  • ไข่ไก่(เฉพาะไข่แดง) 8 ฟอง

  • แป้งเค้ก 60 กรัม

  • แป้งข้าวโพด 60 กรัม

  • ไข่ไก่(เฉพาะไข่ขาว) 13 ฟอง

  • น้ำตาลทรายขาว 130 กรัม

  • น้ำตาลไอซิ่งและสตรอเบอร์รรี่สดหั่นเป็นชิ้นๆ สำหรับตกแต่ง

  • เนยจืด 7 ช้อนโต๊ะ

  • ครีมชีส 100 กรัม

  • นมสด ½ ถ้วยตวง

  • ไข่ไก่(เฉพาะไข่แดง) 8 ฟอง

  • แป้งเค้ก 60 กรัม

  • แป้งข้าวโพด 60 กรัม

  • ไข่ไก่(เฉพาะไข่ขาว) 13 ฟอง

  • น้ำตาลทรายขาว 130 กรัม

  • น้ำตาลไอซิ่งและสตรอเบอร์รรี่สดหั่นเป็นชิ้นๆ สำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

  1. เปิดเตาอบไว้ที่ 160 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์กลม(แบบถอดก้นได้)ขนาด 9 นิ้ว ทาเนยให้ทั่ว ปูด้วยกระดาษไขทั้งด้านข้างและก้นพิมพ์ จากนั้นห่อพิมพ์ด้านนอกด้วยแผ่นฟอยด์ 2 ชั้น(เพื่อกันน้ำเข้า)แล้วพักไว้

  2. ใส่เนย ครีมชีสและนมสดลงในหม้อใบเล็ก นำขึ้นตั้งไฟกลาง คอยคนจนส่วนผสมละลายเนียนดี จึงยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น

  3. ใส่ไข่แดงลงในชามผสม ตีจนไข่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นค่อยๆใส่ครีมชีสที่ละลายไว้ลงไปช้าๆ คนจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

  4. ร่อนแป้งทั้งสองชนิดลงไปในชาม ตะล่อมให้เข้ากันจนไม่มีเม็ดแป้งเหลืออยู่ พักไว้

  5. ใส่ไข่ขาวลงในชามผสมอีกใบ ตีไข่จนตั้งยอดอ่อน ค่อยๆเติมน้ำตาลลงไป ตีต่อจนตั้งยอดแข็ง

  6. แบ่งไข่ขาวออกเป็น 4 ส่วน ตักใส่ชามไข่แดงแล้วค่อยๆตะล่อมเบาๆ พอเข้ากันจึงใส่ส่วนต่อไป ทำซ้ำจนครบ

  7. เทลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ เคาะพิมพ์เบาๆเพื่อไล่ฟองอากาศ

  8. ปูผ้าเช็ดมือลงในถาดอบ เทน้ำร้อนลงไป สูงขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว แล้ววางพิมพ์เค้กลงไปด้านบน

  9. นำเข้าอบประมาณ 25 นาที จากนั้นลดอุณหภูมิลงเหลือ 140 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 55 นาที หรือจนเค้กสุกดี

  10. นำเค้กออกจากเตา แล้วถอดออกจากพิมพ์ทันที (ไม่แนะนำให้คว่ำเค้กออกมา เพราะจะทำให้เค้กยุบตัวมากขึ้น)

  11. หั่นเป็นชิ้นตามต้องการ โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งและสตอเบอร์รี่สด เสิร์ฟร้อนๆ

เคล็ดลับ

  • เลือกใช้ครีมชีสคุณภาพดี

  • ตีครีมชีสกับน้ำตาลทรายจนเนียน แต่ไม่ถึงกับละลาย

  • ใส่ไข่แดงทีละฟอง ตีให้เข้ากัน

  • ตีไข่ขาวจนตั้งยอดอ่อน

  • ตะล่อมไข่ขาวลงไปผสมเบา ๆ

  • อบในเตาอบที่อุณหภูมิต่ำ นาน ๆ เพื่อให้เนื้อเค้กนุ่มละมุน

ทริคเด็ด อบยังไงไม่ให้ชีสเค้กหน้าแตก และยังเด้งดึ๋ง

  • “ต้องใจเย็น ได้เห็นชีสเค้กหน้าเนียนแน่!”
    ควรอบที่อุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน เพื่อให้ขนมมีโครงสร้างที่มั่นคงไม่แบน ข้อสำคัญคือ ห้ามอบอุณหภูมิสูงเด็ดขาดค่ะ ไม่งั้นชีสเค้กจะแบนอย่างชัดเจน

  • “ตำแหน่งวางพิมพ์ตอนอบ สำคัญนะ”
    การอบชีสเค้กญี่ปุ่นควรวางพิมพ์ไว้ที่ถาดชั้นกลางของเตาอบ และด้านล่างให้นำถาดใส่น้ำร้อน 1/3 ของถาดวางเอาไว้ เพื่อไม่ให้ชีสเค้กแตกด้วยการขึ้นฟูเร็วเกินไปนั่นเองค่ะ

  • “หน้าไม่แตก ต้องพักให้เย็น ”
    เมื่ออบเสร็จ ให้ปล่อยชีสเค้กไว้ในเตาก่อน โดยปิดเตาแล้วแง้มฝาเตาไว้เล็กน้อย ทำให้ชีสเค้กไม่หดตัว และที่สำคัญคือหน้าไม่แตก และเนื้อเค้กไม่แห้งด้วยค่ะ

  • เมื่อชีสเค้กเย็นแล้ว ให้แช่เย็นจนเค้กเย็นก่อนเสิร์ฟ จะทำให้อร่อยขึ้น เพิ่มความสดชื่น แต่งหน้าด้วยผลไม้ตามใจชอบได้เลยค่า

 

แจกสูตรโอริโอ้ชีสพาย

สวัสดีจ้า พบกับแอดมินอีกแล้ว เบื่อกันหรือยัง วันนี้แอดอินจะพาย้อนไปกับความทรงจำวัยเด็กที่เคยได้กินโอรีโอ้ชีสพาย ครั้งแรก หลังจากที่นั่งคิดว่า วันนี้ทำอะไรกินดี ก็คิดออกว่า ทำโอรีโอ้ชีสพายดีกว่า จะรอช้าอยู่ไย เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า แต่เอามาปรับลดนิดหน่อยตามความชอบส่วนบุคคลนะคะ

สูตรโอริโอ้ชีสพาย ขนมหวานน่าตาน่าทาน สาวกโอริโอ้ไม่ควรพลาด ความกรุบกรอบจากก้อนคุกกี้อย่างโอริโอ้ ผสานกับพายชีสที่เพิ่มความหนุบหนับน่ากิน ความอรรถรสขณะรับประทาน บวกกับพลังของความอร่อยของเนื้อตัวขนมยิ่งเพิ่มความฟินมาก หากได้ทานกับน้ำชานมไข่มุกคู่กัน บอกเลยว่าเด็ด หากพร้อมที่จะลงมือกันแล้ว รีบตามกันได้เลย

หลายคนคงจะเคยทานชีสพาย เมนูของหวานสุดอร่อยที่โดนใจใครหลายๆ คน แต่วันนี้เราจะพาคุณไปลองเมนูใหม่สุดชิคกับ โอริโอ้ชีสพาย ที่มีการนำโอริโอ้มาผสมเข้ากันกับครีมชีมอย่างลงตัว ให้รสชาติที่หวานอร่อยๆ เคี้ยวกรุบอย่างกลมกล่อม ที่สำคัญคือทำง่ายโดยไม่ต้องอบ สำหรับใครที่ไม่มีไมโครเวฟ ก็สามารถทำโอริโอ้ชีสพายทานเองได้อย่างง่ายดายกันเลย

ส่วนผสมของโอริโอ้ชีสพาย

  • โอริโอ้ 600 กรัม
  • เนยละลาย 150 กรัม
  • น้ำเปล่า 150 กรัม
  • เจลาติน 3 ช้อนชา
  • ชีสเค้ก 500 กรัม
  • น้ำตาล 400 กรัม
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • นมข้นหวาน 80 กรัม
  • วิปครีม 160 กรัม
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา (ถ้าใครมีครีมออฟทาทาร์ได้เลยน้ำมะนาวสำหรับมือใหม่ หรืออุปกรณ์ไม่พอจ้า)

วิธีทำโอริโอ้แบบง่ายๆ ไม่ใช้เตาอบ

  1. อย่างแรกเลยให้นำโอริโอ้มาบดให้ละเอียด อย่านึกเสียดายว่าทำไมไม่เอากินเป็นก้อนเลย อย่าคิดงั้นไว้หน้าตาเมนูเสร็จออกมา จะร้องว้าวเลยล่ะ แต่ถ้าใครขี้เกียจที่จะบี้บดให้แหลกสลาย ก็สามารถซื้อแบบสำเร็จรูปได้นะ แต่บอกก่อนราคาสูงลิ่ว
  2. ต่อมาให้นำเนยไปละลายในความร้อน โดยเราต้องนำไปใส่ไว้ในไมโครเวฟสัก 40 วินาที เมื่อครบเวลานำออกมา ตามด้วยนำไปคลุกเคล้ากับผงโอริโอ้ โดยเทลงพิมพ์และกดให้แน่น ๆ
  3. นำน้ำเปล่าใส่ถ้วย ต่อด้วยเทเจลาตินลงไป คนให้ละลาย ให้พักทิ้งไว้ 10 นาที จกานั้นนำไปในไมโครเวฟ 30 วินาที
  4. ขั้นมาให้นำชีสเค้กใส่ในถ้วยผสม ตามด้วยน้ำตาลแล้วตีให้เข้ากันดี โดยชีสเค้กต้องอยู่ในอุณหภูมิห้องปกติ
  5. ให้ใส่ส่วนผสมที่เหลือแล้วคนให้เข้ากัน เมื่อคนจนได้ที่ก็ถึงขั้นเทลงพิมพ์
  6. สุดท้ายตกแต่งเจ้าตัวโอริโอ้ตามชอบ แล้วนำไปเข้าตู้เย็นสัก 2 – 3 ชั่วโมง เท่านี้ก็เรียบร้อย สามารถกินขนมแสนอร่อยได้เลย

หากใครกำลังมองหาร้านเค้กโฮมเมดอร่อยๆ ไม่ว่าจะสั่งซื้อเป็นเค้กวันเกิด ซื้อเค้กไปทานเอง หรือซื้อฝาก 😊

สูตรขนมที่ Bread at HÖME เค้กกรุงเทพกรีฑา เราทำขายนั้นจะผ่านการทดลองจนลงตัวที่สุด และในการทำจะมีการชั่งตวงตามสูตรจึงการันตีได้ถึงความอร่อยเหมือนกันทุกครั้งที่ทำ เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นวัตถุดิบที่ใช้ทำเพื่อกินกันเองภายในบ้านเพื่อรสชาติที่ดีและปลอดภัยต่อสุขภาพ ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ใส่สารกันเสียแน่นอน นึกว่า เค้กวันเกิด ขอให้นึกถึงเรา สำหรับเค้กวันเกิด มีหลายขนาดให้เลือกเริ่มตั้งแต่ครึ่งปอนด์เลยค่ะ ทุกเมนูของร้านอบให้สดใหม่ตามออเดอร์ค่ะ

รสชาติเค้กและเนื้อเค้ก

ร้านเราส่วนมากจะเป็นสปันจ์เค้ก ที่มีความนุ่มชุ่มฉ่ำ ไม่ฝืนคอ ใช้วนิลาแท้ เนยแท้เป็นส่วนประกอบในการทำ ทำให้เนื้อเค้กของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร หอมละมุน นุ่มละลายในปาก ไม่มีไขมันทรานส์ ไม่หวานเลี่ยน

  • วนิลา ใช้ Pure Vanilla Bean Paste
  • ช็อกโกแลต ใช้โกโก้พรีเมี่ยมและช็อกโกแลตแท้
  • กาแฟ ใช้กาแฟพรีเมี่ยม หอมเข้มสูตรลับของทางร้าน
  • เรดเวลเวท ใช้โกโก้พรีเมี่ยม ใช้บีทรูทเพื่อเพิ่มสีแดงเป็นเอกลักษณ์ของเรดเวลเวท
  • ใบเตย ใช้ใบเตยแท้ ปลูกเองไร้สารเคมี
  • ชาไทย ใช้เบสชา 4 ชนิดสูตรลับของทางร้าน
  • มัทฉะชาเขียว ใช้มัทฉะพรีเมี่ยมนำเข้าจากญี่ปุ่น

สีของเค้กแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบ **ข้อระวัง มีส่วนผสมของสีผสมอาหาร

ขนาดของเค้ก

  • ขนาด 1/2 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว
  • ขนาด 1 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว
  • ขนาด 2 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 นิ้ว
  • ขนาด 3 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 นิ้ว
  • ขนาด 4 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 นิ้ว
  • ขนาด 5 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 11 นิ้ว
  • ขนาด 6 ปอนด์ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 นิ้ว

ซอสโฮมเมด ใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมและผลไม้แท้ๆ ในการทำ (สูตรเฉพาะของร้าน)

  • ซอสสตอเบอรี่ / บลูเบอรี่ / มิกซ์เบอรี่ / เชอรี่ / ราสเบอรี่
  • ซอสมะม่วง / มะม่วงเสาวรส / เลม่อน
  • ซอสมะพร้าว / สังขยาใบเตย / สังขยาชาไทย / นมฮอกไกโด  
  • ซอสช็อกโกแลต / นูเทลล่า / ช็อกโกแลตกานาซ

วิธีการเก็บรักษาขนม

  • เก็บในตู้เย็นช่องชิล (ช่องธรรมดา) สามารถเก็บได้ 2-3 วัน  (ไม่สามารถเข้าฟลีสได้เนื่องจากเป็นครีมสดแท้)
  • หากทานยังไม่หมดให้นำเค้กกลับใส่กล่องเค้กเดิม หรือใส่ภาชนะอื่นที่มิดชิด ปิดฝาให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศและความชื้นเข้า
  • ขนมสามารถอยู่ในอุณหภูมิห้องที่เปิดแอร์ได้ประมาณ  20-30 นาที (ครีมสดแท้) หลังจากนั้นครีมจะฝ่อตัวลง ขนมอาจเสียทรงได้ค่ะ
  • หากรับเค้กไว้รอเพื่อใช้งานโดยไม่มีตู้เย็นแนะนำให้เก็บในกล่องโฟม หรือกล่องเก็บความเย็น ที่บรรจุเจลเย็น/น้ำแข็งแห้ง จะช่วยยืดอายุเค้กได้ (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ การเก็บรักษาแบบถูกวิธี)

**ทั้งนี้ ไม่ควรให้ขนมอยู่ที่อุณหภูมิห้องเกิน 1 ชั่วโมงเพื่อป้องกันขนมเสียค่ะ**

คำถามที่พบบ่อย

  • สั่งล่วงหน้า 1 - 2 วัน เค้กทั่วไป เค้กผลไม้ตามเงื่อนไข
  • สั่งล่วงหน้า 3-5 วัน สำหรับการสั่งในปริมาณที่เยอะเช่น Snack box
  • สั่งล่วงหน้า 5-7 วัน สำหรับงานโมเดลต่างๆ งานสั่งทำ (งานปั้นฟองดอง / งานแผ่นชูก้าชีทหรือแผ่นน้ำตาล / โฟโต้เค้กรูปภาพทานได้ / แผ่นชูก้า / แผ่นเวเฟอร์ คิดราคาแยกไม่รวมกับค่าเค้ก)

**ส่งฟรีในรัศมีไม่เกิน 5 กม.**

ส่งได้เฉพาะลูกค้าใน กทม. และปริมณฑล ทางร้านสามารถจัดส่งแบบกำหนดเวลาได้ค่ะ โดยใช้บริการ Grab car เท่านั้น (ค่าบริการคิดตามจริงและตามระยะทาง) หรือให้ทางร้านจัดส่งให้แบบมีค่าบริการ (เฉพาะเสาร์-อาทิตย์และวันหยุกนักขัตฤกษ์เท่านั้น)

**ไม่มีบริการส่งขนมเค้กต่างจังหวัด**

คุณลูกค้ามารับเองได้ตลอด 24 ชม. (เพราะร้านเป็นโฮมคิทเช่น) “โฮมคิทเช่น" คือการขายอาหารผ่านเดลิเวอรี่หรือครัวที่บ้าน หรือที่เรียกว่า "Ghost Kitchen" ซึ่งเป็นรูปแบบร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้าน แต่เป็นการเปิดครัวในพื้นที่ใดที่หนึ่งเพื่อส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ค่ะ

รบกวนยืนยันคำสั่งซื้อขนม โดยการชำระเงินค่าขนมและค่าส่ง โอนบัญชีธนาคารตามที่แอดมินสรุปยอด ลูกค้าสามารถโอนชำระเงินล่วงหน้า 1-2 วัน แล้วส่งสลิปเพื่อทำการจองคิวเท่านั้นค่ะ